<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สอนขับรถ ขอนแก่น บีบี ไดร์ทเวอร์</title>
	<atom:link href="http://www.bb-driver.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bb-driver.com</link>
	<description>สอนการขับรถที่ถูกต้อง การขับรถในสภาวะต่างๆ มารยาทในการขับรถ การประหยัดพลังงาน การขับรถอย่างปลอดภัย...</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Apr 2012 02:27:21 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>รู้จริง..ก่อนไป: 10 เทคนิคเตรียมรถให้พร้อมเที่ยวสงกรานต์</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=1155</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=1155#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Apr 2012 02:08:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเตรียมตัวก่อนขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ขับรถเที่ยวสงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=1155</guid>
		<description><![CDATA[และแล้วก็มาถึงเดือนที่เป็นยอดปรารถนาของใครหลายคน เมษายน เดือนที่ร้อนที่สุดแต่มีวันหยุดยาวเยอะสุด ๆ เหมาะแก่การออกตะลอนเที่ยวให้หนำใจ ก่อนจะสตาร์ทรถออกไปตะลุยท่องเที่ยวในวันหยุดยาวอย่างสงกรานต์ คุณแน่ใจแล้วหรือว่ารถของคุณพร้อมออกไปพะบู๊กับการจราจรของสยามประเทศแล้ว
ไปเช็คกันเลยครับว่า 10 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้รถคุณใช้งานได้คุ้มค่า สมสมรรถนะ และปลอดภัยสูงสุดสำหรับการท่องเที่ยวที่สนุกสนานในช่วงวันหยุดยาวที่จะถึงนี้
1. สละเวลาเล็กน้อยทำความเข้าใจกับเครื่องยนต์ของรถคุณสักนิด อาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่อย่างน้อยคุณควรจะรู้หลักง่าย ๆ โดยเฉพาะการเช็คระดับน้ำและน้ำมันเครื่อง
2. เช็คที่กรองอากาศเพราะรถก็ต้องการอ๊อกซิเจนเช่นกัน หากที่กรองอากาศสกปรก รถคุณจะวิ่งได้ไม่เต็มที่แถมยังเปลืองน้ำมัน การวิจัยพบว่าหากเปลี่ยนที่กรองอากาศที่สกปรกออก คุณจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 8% ของหนึ่งถังเลยทีเดียว
3. ยางรถยนต์เป็นหัวใจของความปลอดภัย คุณควรเช็คลมยางให้เรียบร้อยอีกครั้งก่อนออกเดินทาง โดยดูปริมาณลมยางที่เหมาะสมจากคู่มือที่มากับรถ นอกจากนั้นยังควรเช็คดอกยาง และลมของยางสำรองเผื่อไว้ด้วย
4. ตรวจดูไฟรถให้พร้อม โดยเฉพาะทริปที่ต้องมีการเดินทางตอนกลางคืน ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟตัดหมอก ไฟสูง ไฟเบรก และไฟฉุกเฉิน โดยอาจจะให้เพื่อนยืนอยู่นอกรถเพื่อเช็คความเรียบร้อย
5. ควรเช็คที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมเพราะรถคุณต้องพร้อมเผชิญกับทั้งน้ำและแป้งตลอดเทศกาลสงกรานต์ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำยาราคาแพง แค่น้ำยาล้างจานสองสามหยดผสมกับน้ำเปล่าก็เพียงพอแล้ว และสามารถสังเกตสภาพยางของที่ปัดน้ำฝนได้ง่าย ๆ หากที่ปัดน้ำฝนของคุณทำให้เกิดรอยจาง ๆ บนกระจก นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณควรเปลี่ยนได้แล้ว
6. เบรกเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณต้องเช็ค สัญญานของปัญหาที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือ เหยียบแล้วเบรกไม่นิ่งแต่มีอาการกระเด้งนิดหน่อย เหยียบเบรกแล้วรถเบนไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือมีเสียงแปลก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.bb-driver.com/wp-content/uploads/2012/04/8375-attachment.jpg"><img class="size-medium wp-image-1156 alignleft" title="8375-attachment" src="http://www.bb-driver.com/wp-content/uploads/2012/04/8375-attachment-300x214.jpg" alt="" width="300" height="214" /></a>และแล้วก็มาถึงเดือนที่เป็นยอดปรารถนาของใครหลายคน เมษายน เดือนที่ร้อนที่สุดแต่มีวันหยุดยาวเยอะสุด ๆ เหมาะแก่การออกตะลอนเที่ยวให้หนำใจ ก่อนจะสตาร์ทรถออกไปตะลุยท่องเที่ยวในวันหยุดยาวอย่างสงกรานต์ คุณแน่ใจแล้วหรือว่ารถของคุณพร้อมออกไปพะบู๊กับการจราจรของสยามประเทศแล้ว</p>
<p>ไปเช็คกันเลยครับว่า 10 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้รถคุณใช้งานได้คุ้มค่า สมสมรรถนะ และปลอดภัยสูงสุดสำหรับการท่องเที่ยวที่สนุกสนานในช่วงวันหยุดยาวที่จะถึงนี้</p>
<p>1. สละเวลาเล็กน้อยทำความเข้าใจกับเครื่องยนต์ของรถคุณสักนิด อาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่อย่างน้อยคุณควรจะรู้หลักง่าย ๆ โดยเฉพาะการเช็คระดับน้ำและน้ำมันเครื่อง</p>
<p>2. เช็คที่กรองอากาศเพราะรถก็ต้องการอ๊อกซิเจนเช่นกัน หากที่กรองอากาศสกปรก รถคุณจะวิ่งได้ไม่เต็มที่แถมยังเปลืองน้ำมัน การวิจัยพบว่าหากเปลี่ยนที่กรองอากาศที่สกปรกออก คุณจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 8% ของหนึ่งถังเลยทีเดียว</p>
<p>3. ยางรถยนต์เป็นหัวใจของความปลอดภัย คุณควรเช็คลมยางให้เรียบร้อยอีกครั้งก่อนออกเดินทาง โดยดูปริมาณลมยางที่เหมาะสมจากคู่มือที่มากับรถ นอกจากนั้นยังควรเช็คดอกยาง และลมของยางสำรองเผื่อไว้ด้วย</p>
<p>4. ตรวจดูไฟรถให้พร้อม โดยเฉพาะทริปที่ต้องมีการเดินทางตอนกลางคืน ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟตัดหมอก ไฟสูง ไฟเบรก และไฟฉุกเฉิน โดยอาจจะให้เพื่อนยืนอยู่นอกรถเพื่อเช็คความเรียบร้อย</p>
<p>5. ควรเช็คที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมเพราะรถคุณต้องพร้อมเผชิญกับทั้งน้ำและแป้งตลอดเทศกาลสงกรานต์ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำยาราคาแพง แค่น้ำยาล้างจานสองสามหยดผสมกับน้ำเปล่าก็เพียงพอแล้ว และสามารถสังเกตสภาพยางของที่ปัดน้ำฝนได้ง่าย ๆ หากที่ปัดน้ำฝนของคุณทำให้เกิดรอยจาง ๆ บนกระจก นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณควรเปลี่ยนได้แล้ว</p>
<p>6. เบรกเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณต้องเช็ค สัญญานของปัญหาที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือ เหยียบแล้วเบรกไม่นิ่งแต่มีอาการกระเด้งนิดหน่อย เหยียบเบรกแล้วรถเบนไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือมีเสียงแปลก ๆ รีบแก้ไขทันทีครับ</p>
<p>7. โช้คอัพเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับความปลอดภัยในการขับรถ แน่นอนว่าเราไม่แนะนำให้คุณพยายามเปลี่ยนโช้คเอง แต่คุณควรจะสามารถเช็คได้ว่าโช้คอยู่ในสภาพดีหรือไม่ โดยให้คนที่แข็งแรงออกแรงกดรถทีละด้าน หากรถคืนตัวเป็นจังหวะเดียวแสดงว่าโช้คยังอยู่ในสภาพดี แต่หากรถกระดกขึ้นลงหลายทีก่อนจะหยุด คุณควรจะนำรถไปให้ช่างตรวจสอบ</p>
<p>8. คุณไม่จำเป็นต้องพกรองเท้าให้ครบทุกสีทุกวัน เราแนะนำให้คุณเอาหนังสือ รองเท้า ไม้กอล์ฟ หรือของใช้ที่ไม่จำเป็นออกบ้าง ถ้าหากคุณใส่ของในรถ 48 กิโล รถของคุณจะกินน้ำมันมากขึ้นถึง 2% เลยทีเดียว</p>
<p>9. เตรียมชุดปฐมพยาบาลและไฟฉายไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน</p>
<p>10. เตรียมเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินต่างๆ ไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างน้อยคุณควรจะมีเบอร์ของตำรวจทางหลวง (1193) ศูนย์อุบัติเหตุบนทางด่วน (1543) สถานีวิทยุ จส. 100 (1137) สถานีวิทยุสวพ. 91 (1644) แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย (191) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทั่วประเทศ 24 ชั่วโมงจากฟอร์ด (Ford Roadside Assistance) ที่เบอร์ 1800-222-000 หรือ 1401-222-000<br />
 </p>
<p>หากการเตรียมเช็ครถที่เราแนะนำมาข้างต้นฟังดูเหมือนภาษาต่างดาวสำหรับคุณ สิ่งง่าย ๆ ที่คุณทำได้ คือนำรถเข้าตรวจสอบและเช็คสภาพก่อนออกเดินทางที่ศูนย์บริการใกล้บ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะท่องเที่ยวได้สนุก ราบรื่น และปลอดภัยตลอดเส้นทาง</p>
<p>บุญรักษาครับ</p>
<p>*ที่มา ryt9 <a href="http://travel.mthai.com/blog/5469.html">http://travel.mthai.com/blog/5469.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=1155</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ท่าสอบใบขับขี่รถยนต์</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=1139</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=1139#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Nov 2011 16:04:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[ใบขับขี่]]></category>
		<category><![CDATA[การขับขี่อย่างปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[การขับรถบนถนนจริง]]></category>
		<category><![CDATA[การขับรถอย่างปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ท่าสอบใบขับขี่รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถ ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถยนต์ ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[สอบใบขับขี่]]></category>
		<category><![CDATA[หัดขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนขับรถขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสอนขับรถขอนแก่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=1139</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><iframe width="420" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/jmWmEGDyprg" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=1139</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีขับรถขณะมีน้ำท่วม และวิธีดูแลรถหลังจากลุยน้ำท่วม</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=1118</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=1118#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Oct 2011 18:56:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การขับขี่อย่างปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[การขับรถบนถนนจริง]]></category>
		<category><![CDATA[การขับรถอย่างปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถ ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถยนต์ ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[สอบใบขับขี่]]></category>
		<category><![CDATA[หัดขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนขับรถขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสอนขับรถขอนแก่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=1118</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ประเทศไทยโดนมรสุมถล่มเข้าไปหลายลูกทำให้น้ำท่วมแล้วกว่า 26 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดอยุธยาซึ่งกลายเป็นเมืองบาดาลเลยก็ว่าได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะรถยนต์สุดที่รักของท่านเอง โดยเฉพาะเมื่อเจอสถานะการณ์น้ำท่วมอย่างนี้ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ควรลุยหรือควรจะจอดรถไว้ ถ้าเลือกที่จะลุยต้องปฏิบัิติอย่างไรบ้าง ตอนนี้เว็บเรามีวิธีประเมินสถานะการณ์และเทคนิควิธีขับรถเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำท่วมมาฝากครับ
1.ประเมินสถานการณ์ ข้อสำคัญข้อแรกก่อนลุยน้ำท่วมคือประเมินสถานการณ์ที่ถูกต้องกับระยะทางที่ น้ำท่วม ระดับความลึก ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จากรถคันที่สวนมาหรือคันข้างหน้า ตลอดจนความเชี่ยวของน้ำ ก็ล้วนเป็นปัจจุบันสำคัญที่คนขับนั้นจำเป็นต้องรู้ ตามปกติแล้วเรามักจะให้คำแนะนำว่ารถแต่ละประเภทนั้นสามารถลุยน้ำได้ในระดับ ประมาณ ครึ่งล้อของรถคันนั้นๆ ถือว่าเป็นระดับที่ยังปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าเกินกว่านั้น ก็เป็นเรื่องราวของการมีความเสียงต่อการเดินทาง อาจจะตายกลางทางท่ามกลางกระแสน้ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปไม่ได้เสียเลย
2.เตรียมตัวเปียกกันได้ เมื่อ เราประเมินสถานการณ์เรียบร้อย คำนวนอย่างว่องไว และเราตัดสินใจว่า เราจะมุ่งหน้าต่อไปยังทางที่น้ำท่วมข้างหน้า ก็ได้เวลาที่เราจะเตรียมพร้อมในการลงน้ำ โดยปกติแล้วที่เราเห็นเรามักจะขับรถลงไปเฉยๆ แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะน้ำมีมวลและความหนาแน่นมากกว่าอากาศ ดังนั้น เมื่อเราขับรถลุยน่ำเราจำเป็นต้องลงเกียร์ต่ำ โดยใช้เกียร์ 1 สำหรับรถเกียร์ธรรมดา และ เกียร์ L สำหรับเกียร์อัตโนมัติ และที่สำคัญห้ามลืมคือปิดระบบปรับอากาศ เพราะการทำงานของระบบปรับอากาศนั้น ในรถบางรุ่นที่เป็นพัดลมแยก ทำให้มันตีน้ำไปสู่ชิ้นส่วนต่างๆ วึ่งหากแจ๊คพอทไปโดนพวกระบบจุดระเบิดก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณได้ลอยคอกลาง น้ำท่วมแน่ๆ
3. Walking Speed เรื่องสำคัญ ใน การลุยอุปสรรคต่างๆนั้น โดยเฉพาะเมื่อน้ำท่วมนั้น การใช้ความเร็วต่ำเป็นเรื่องสำคัญ และเจ้าความเร็วรถยนต์ในรอบเดินเบาะ หรือที่ทางเทคนิคนั้นเรียกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ประเทศไทยโดนมรสุมถล่มเข้าไปหลายลูกทำให้น้ำท่วมแล้วกว่า 26 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดอยุธยาซึ่งกลายเป็นเมืองบาดาลเลยก็ว่าได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะรถยนต์สุดที่รักของท่านเอง โดยเฉพาะเมื่อเจอสถานะการณ์น้ำท่วมอย่างนี้ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ควรลุยหรือควรจะจอดรถไว้ ถ้าเลือกที่จะลุยต้องปฏิบัิติอย่างไรบ้าง ตอนนี้เว็บเรามีวิธีประเมินสถานะการณ์และเทคนิควิธีขับรถเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำท่วมมาฝากครับ</p>
<p>1.ประเมินสถานการณ์ ข้อสำคัญข้อแรกก่อนลุยน้ำท่วมคือประเมินสถานการณ์ที่ถูกต้องกับระยะทางที่ น้ำท่วม<span id="more-1118"></span> ระดับความลึก ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จากรถคันที่สวนมาหรือคันข้างหน้า ตลอดจนความเชี่ยวของน้ำ ก็ล้วนเป็นปัจจุบันสำคัญที่คนขับนั้นจำเป็นต้องรู้ ตามปกติแล้วเรามักจะให้คำแนะนำว่ารถแต่ละประเภทนั้นสามารถลุยน้ำได้ในระดับ ประมาณ ครึ่งล้อของรถคันนั้นๆ ถือว่าเป็นระดับที่ยังปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าเกินกว่านั้น ก็เป็นเรื่องราวของการมีความเสียงต่อการเดินทาง อาจจะตายกลางทางท่ามกลางกระแสน้ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปไม่ได้เสียเลย</p>
<p>2.เตรียมตัวเปียกกันได้ เมื่อ เราประเมินสถานการณ์เรียบร้อย คำนวนอย่างว่องไว และเราตัดสินใจว่า เราจะมุ่งหน้าต่อไปยังทางที่น้ำท่วมข้างหน้า ก็ได้เวลาที่เราจะเตรียมพร้อมในการลงน้ำ โดยปกติแล้วที่เราเห็นเรามักจะขับรถลงไปเฉยๆ แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะน้ำมีมวลและความหนาแน่นมากกว่าอากาศ ดังนั้น เมื่อเราขับรถลุยน่ำเราจำเป็นต้องลงเกียร์ต่ำ โดยใช้เกียร์ 1 สำหรับรถเกียร์ธรรมดา และ เกียร์ L สำหรับเกียร์อัตโนมัติ และที่สำคัญห้ามลืมคือปิดระบบปรับอากาศ เพราะการทำงานของระบบปรับอากาศนั้น ในรถบางรุ่นที่เป็นพัดลมแยก ทำให้มันตีน้ำไปสู่ชิ้นส่วนต่างๆ วึ่งหากแจ๊คพอทไปโดนพวกระบบจุดระเบิดก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณได้ลอยคอกลาง น้ำท่วมแน่ๆ</p>
<p>3. Walking Speed เรื่องสำคัญ ใน การลุยอุปสรรคต่างๆนั้น โดยเฉพาะเมื่อน้ำท่วมนั้น การใช้ความเร็วต่ำเป็นเรื่องสำคัญ และเจ้าความเร็วรถยนต์ในรอบเดินเบาะ หรือที่ทางเทคนิคนั้นเรียกว่า Walking Speed ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับรถลุยน้ำท่วม การใช้ความเร้วรอบเดินเบานั้นมีข้อดีที่ความเร็วสม่ำเสมอคงที่ ทำให้แรงดันในท่อไอเสียมีความคงที ซึ่งเมื่อมีแรงดันคงที่น้ำก็จะไม่สามารถไหลย้อนเข้าไปได้ ทำให้เครื่องยนต์นั้นไม่ดับกลางทาง</p>
<p>บางครั้งในกรณีที่การจราจรหนาแน่นและรถเคลื่อนตัวช้ามาก พยายามใช้การเว้นระยะห่างประมาณ 1-2 ช่วงคันรถ เพื่อให้เราสามารถเคลื่อนตัวไปได้อย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงในการตายกลางทาง</p>
<p>4.คลื่นน้ำ ตัวอันตราย.. ปัญหาสำคัญของการขับรถลุยน้ำนั้นไม่ได้เกิดจากตัวน้ำ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเพื่อนร่วมทางทั้งคันหน้า หรือรถที่สวนมานั่นเอง คลื่นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เมื่อเราต้องขับรถลุยน้ำ แต่เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะคลื่น ซึ่งสามารถเกิดระดับน้ำที่สูงผิดปกติ สามารถทำอันตรายต่อชิ้นส่วนเครื่องยนต์ โดยเฉพาะการเข้ากรองอากาศ ซึ่งอาจทำให้น้ำถูกดูดเข้าไปยังเครื่องยนต์นั้น นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ อีกประการคงไม่พ้น การทำอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ กล่องประมาลผลหลัก ที่หากเกิดการช๊อตก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้ตายกลางทางแถมยังมีค่าใช้จ่ายอีก บานตามมาแน่นอน</p>
<p>5.เร่งเครื่องสูง..เรื่องนี้ไม่จำเป็น หลายคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการขับรถลุยน้ำว่า ต้องเร่งเครื่องสูง เพื่อทำให้น้ำไม่สามารถเข้าท่อไอเสียได้แต่ความจริงแล้วนั่นเป็นเรื่องไม่ ถูกต้อง ทุกครั้งที่คุณขับรถโดยมีการเร่งเครื่องสูงนั้น เมื่อรอบเครื่องต่ำลงจะทำให้เกิดแรงดันที่น้อยลงในท่อเสีย ผลคือเกิดแรงต้านน้ำลงทำให้น้ำทะลักเข้าท่อไอเสียและสามารถทำให้เครื่องยนต์ ดับได้</p>
<p>อีกข้อสำคัญนั้นก็คือการเร่งเครื่องทำให้เกิดความร้อนสะสมในเครื่องสูง แต่ด้วยเราวิ่งอยู่ในน้ำทำให้เครื่องยนต์ที่ร้อนถูกระบายความร้อนอย่างรวด เร็ว ซึ่งทำให้เครื่องยนต์บางประเภทอาจจะปรับตัวไม่ทันแบละสุดท้ายลากลับบ้านเก่า ที่ยังไม่นับระบบระบายความร้อนหม้อน้ำที่จะทำงานเมื่อความร้อนในหม้อที่ถ่าย เทจากเครื่องยนต์สูงด้วย</p>
<p>6.ลดการใช้เบรกในพื้นที่น้ำท่วม เรา ไม่ปฏิเสธว่าเบรคคือสิ่งเดียวที่ทำให้รถหยุด แต่ในการขับในพื้นที่น้ำท่วมนั้นการใช้เบรกอาจะทให้อันตรายในภายหลังได้ โดยเฉพาะอาการเบรกลื่นซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเบรกมีความชื้นสูงหรือเปียกน้ำ ดังนั้น พยายามลดการใช้เบรกในบริเวณน้ำท่วม โดยอาจจะใช้การชะลอความดร็วแทนเมื่อประกอบกับแรงต้านจากน้ำ รถของคุณจะมีเฉื่อยลงอย่างรวดร็ว แต่หากเลี่ยงไม่ได้ในภาวะการจราจรคับคั่งในพื้นที่น้ำท่วมก้ให้ใช้เบรกได้ แต่เมื่อพ้นพื้นที่น้ำท่วมให้ย้ำเบรคบ่อยๆ เพื่อไล่ความชื้น และหลีกเลี่ยงการใช้เบรกหนักๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง</p>
<p>ทั้ง6 ข้อ นี้เป็นทริคในการขับขี่ผ่านพื้นที่น้ำท่วมในสภาวะการณ์ต่างๆ ทว่า ข้อสำคัญสุดนั้นคงไม่พ้นการประเมินสถานการณ์ที่ต้องรู้จักรถเราว่า ขนาดไหนที่จะไปได้ และประมาณไหนที่เราจะไม่สามารถไปได้</p>
<p>การดูแลรถหลังจากเจอสภาพน้ำท่วม</p>
<p>ช่วงนี้หันไปทางไหนก็ ดูท่าว่าจะเจอแต่ข่าวอุทกภัยที่กำลังใกล้เข้ามา และนี่นับเป็นเหตุการณ์ที่บางครั้งไม่สามารถเลี่ยงได้ ทว่า เราสามารถป้องกันได้ โดยการผ่อนหนักเป็นเบา ถ้าหากคุณรู้จักเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ</p>
<p>การดูแลทรัพย์สินในช่วงน้ำท่วมนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกับรถ ยนต์ ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยในชีวิตประจำวัน สำหรับปัจจุบัน ซึ่งหากคุณกำลังจะเจอภัยน้ำท่วมสิ่งต่างๆต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำจากเราในการดูแลรถของท่าน</p>
<p>ก่อนภัยจะมา</p>
<p>ถ้าเป็นไปได้อย่างที่เราบอกการเตรียมรับมือน้ำท่วมนั้นถือว่าเป็นเรื่อง สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์นั้นการไม่ให้รถนั้นโดนน้ำท่วมก็ย่อมเป็นทางออกที่ ดีที่สุด การหาที่จอดปลอดภัยที่พ้นจากระดับน้ำนั้นทำให้รถไม่เสียหาย แต่ก่อนเอารถไปจอดก็พยายามดูด้วยการที่เราจอดรถทิ้งไว้ในจุดนั้นจะปลอดภัย จากรถหายหรือไม่ ที่สำคัญของมีค่าทั้งหลายเอาออกจากรถ และล็อคระบบป้องกันต่างๆให้เรียบ เพื่อป้องกันการโดนงัดหรือขโมยรถยนต์</p>
<p>เมื่อน้ำท่วม</p>
<p>หากคุณไม่มีเวลาที่จะหนีน้ำได้ทันแต่น้ำนั้นยังไม่ขึ้นสูงมากพอที่จะทำ ให้ของคุณจมไปทั้งคันได้นั้น ให้คุณดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ก่อนที่จะสายเกินไป</p>
<p>1.ครอบท่อไอเสีย ใน กรณีที่น้ำมีโอกาสขึ้นสูงจนสามารถท่วมรถเกินครึ่งคันนั้นให้คุณ นำถุงพลาสติกมาครอบท่อไอเสียเอาไว้เพื่อป้องกันเข้าไปยังท่อไอเสีย โดยเฉพาะใครที่ชอบใส่ท่อแต่ใหญ่ๆควรรีบจัดการโดยเร็ว</p>
<p>2.อุดท่อในชุดกรองอากาศ เมื่อจัดการท่อไอเสียเสร็จแล้วก็ให้มาจัดการทางเข้าอากาศที่อยู่ในหม้อกรอง อากาศกันต่อตรงนี้ ให้คุณใช้วิธีขยำกระดาษแล้วห่อด้วยถุงพลาสติดใสขนาดพอดีท่ออากาศยัดเอาไว้ โดยให้อุดท่อที่อยู่ก่อนเข้าตัวแผ่นกรองอากาศ ซึ่งจะทำให้น้ำไม่สามารถไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้</p>
<p>3.ถอดขั้วแบตเตอร์รี่ เมื่อ ทำ2อย่างเสร็จแล้ว สิ่งที่ไม่ถูกกับน้ำนั้นคือไฟฟ้า และเราแนะนำให้ถอดขั้วแบตเตอร์รี่ออกเพื่อลดความเสียหายจากภัยน้ำท่วมที่จะ เกิด ใน กรณีนี้สำคัญมากสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ให้สอบถามยังศูนย์บริการใกล้บ้านก่อนว่าจะสามารถถอดแบตเตอร์รี่ได้หรือไม่ เพราะรถบางรุ่นต้องการไฟไว้เลี้ยงระบบ ข้อนี้สำคัญมากห้ามลืม</p>
<p>4.กล่องคอมพิวเตอร์ตัวนี้น่ะสำคัญ รถยนต์ในปัจจุบันนั้นมีการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้มันมีหน่วยประมวลผลที่เรียกว่ากล้องคอมพิวเตอร์ หรือ ECU (Electonics Control Unit) ที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนหากถูกน้ำท่วม ในการป้องกันนั้น ให้ทำการครอบด้วยถุงพลาสติก หรือในรถบางรุ่น โดยเฉพาะรุ่นเก่าสามารถถอดเก็บไว้ได้ แต่ในกรณีรถรุ่นใหม่นั้น สอบถามรายละเอียดให้ดี เพราะอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ แต่ความจริงแล้วกล่องพวกนี้ทนน้ำในระดับหนึ่ง แต่ถ้าน้ำท่วมระดับสูงก็สามารถทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน</p>
<p>5.คลุมรถด้วยผ้าคลุมกันน้ำ ผ้าคลุมรถบางรุ่นนั้นมันมีคุณสมบัติที่สามารถจะกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ลดความเสียหายโดยเฉพาะในห้องโดยสารได้พอสมควรเลย ทางที่ดีไปหามาไว้สักอันก็ดีเหมือนกัน และอย่างลืมผูกให้แน่นรัดให้แนบชิดรถมากที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>
<p>ทั้ง 5 ข้อ นี้สามารถช่วยให้รถของคุณปลอดภัยจากความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับกระแสน้ำและระดับน้ำด้วยสูงขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะน้ำยิ่งสูงยิ่งมีแรงดันมาก ทำให้ไม่ว่าเราจะป้องกันดีแค่ไหน ก็อาจจะยังเสียหายอยู่ดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=1118</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรปฏิบัติขับรถช่วงน้ำท่วม</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=1083</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=1083#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Oct 2011 01:48:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO เทคนิคน่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การขับรถลุยน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=1083</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><iframe width="560" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/PlTvYBV-3kA" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=1083</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขับเกียร์ออร์โต้ ให้ถูกต้อง</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=1043</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=1043#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2011 03:43:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกียร์ออโต้ ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี]]></category>
		<category><![CDATA[การขับขี่อย่างปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[การขับรถบนถนนจริง]]></category>
		<category><![CDATA[การขับรถอย่างปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถ ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[สอนขับรถยนต์ ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[สอบใบขับขี่]]></category>
		<category><![CDATA[หัดขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนขับรถขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสอนขับรถขอนแก่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=1043</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้เราคงต้องยอมรับว่า รถยนต์ที่จำหน่ายในบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่มาพร้อมระบบเกียร์ออโต้ที่ส่วนหนึ่งที่ระบบส่งกำลังแบบนี้ได้รับความนิยมนั้น ก้มาจากความสะดวกสบายในการใช้งานที่สามารถตอบสนองรูปแบบการขับขี่จริงได้ง่าย และไม่ยุ่งยาก และขอแค่เพียงเวลา 5 นาที ในการเรียนรู้คุณก็สามารถขับได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ด้วยความง่ายทำให้คนที่ขับขี่ระบบเกียร์อัตโนมัติหลายคน ไม่ได้นึกอยากที่จะเรียนรู้การขับขี่ระบบเกียร์แบบนี้ที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะให้การขับที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีผลต่ออัตราประหยัดน้ำมันที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
 
พื้นฐานที่ต้องจำ
 สิ่งแรกที่คุณควรเรียนรู้เอาไว้เริ่มเลย คือ เกียร์อัตโนมัติจะทำการขึ้นเกียร์หรือลดอัตราทดเองเมื่อผู้ขับขี่ลดอัตราเร่งน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถนั่งที่การยิ่งเร่งน้อยเกียร์ก็จะยิ่งเปลี่ยนไวขึ้น เช่นเดียวกันกับโปรแกรมเกียร์ที่ทำออกมาตอบสนองการขับขี่ที่เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป
โปรแกรมเกียร์นั้นคือตำแหน่งที่บอกถึงลักษณะการใช้งานเกียร์ ที่มี P R N D 3 2 และ L ซึ่งอาจแตกต่างไปบ้างตามการเรียกของแต่ละยี่ห้อรถ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น โดยมากจะมีลักษณะการทำงานเดียวกัน แต่ด้วยการมองข้าม ทำให้หลายคนคิดว่าแค่ปรับเดินหน้าถอยหลังได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ

โปรแกรมเกียร์ เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
ความจริงแล้วแค่ทำให้รถเดินหน้าถอยหลังนั้น ถือว่าเป็นเพียงข้อพื้นฐานมากของการเลือกใช้รถเกียร์ออโต้ เพราะโปรแกรมเกียร์ที่ใส่มาให้มากมายนั้นถือว่าเป็นของที่มีประโยชน์ที่ต้องใช้ให้ถูกตามสถานการณ์การขับขี่ด้วย
โดยมากโปรแกรมเกียร์ที่หลายคนมองข้ามไปนั้น คงไม่พ้น 2 และ L ซึ่ง บางคนซื้อรถมาแทบไม่ได้ใช้งานเลยก็เป็นไปได้ ทั้งที่ตำแหน่งเกียร์ทั้ง 2 นี้ล้วนมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังมองรถเกียร์อัตโนมัติในการใช้งานในเขตเมือง
 
ตามปกติแล้วการใช้งานระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น ตำแหน่ง L จะแทนการใช้ตำแหน่งเกียร์ 1 เท่านั้น ซึ่ง จะมีผลดีในเวลาที่คุณผจญกับสภาวะการจราจรติดขัดและค่อยๆกระดื๊บๆ ไปข้างหน้า และในอีกกรณีที่สำคัญนั้นคือ การขึ้นทางชัน ซึ่งการที่เราเลือกเกียร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทุกวันนี้เราคงต้องยอมรับว่า รถยนต์ที่จำหน่ายในบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่มาพร้อมระบบเกียร์ออโต้ที่ส่วนหนึ่งที่ระบบส่งกำลังแบบนี้ได้รับความนิยมนั้น ก้มาจากความสะดวกสบายในการใช้งานที่สามารถตอบสนองรูปแบบการขับขี่จริงได้ง่าย และไม่ยุ่งยาก และขอแค่เพียงเวลา 5 นาที ในการเรียนรู้คุณก็สามารถขับได้อย่างไม่ยากเย็นนัก</strong></p>
<p>ด้วยความง่ายทำให้คนที่ขับขี่ระบบเกียร์อัตโนมัติหลายคน ไม่ได้นึกอยากที่จะเรียนรู้การขับขี่ระบบเกียร์แบบนี้ที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะให้การขับที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีผลต่ออัตราประหยัดน้ำมันที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย<span id="more-1043"></span></p>
<p> <img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1862/2498897925_d9100ba284.jpg" alt="" width="400" /></p>
<p><strong>พื้นฐานที่ต้องจำ</strong></p>
<p> <strong>สิ่งแรกที่คุณควรเรียนรู้เอาไว้เริ่มเลย คือ เกียร์อัตโนมัติจะทำการขึ้นเกียร์หรือลดอัตราทดเองเมื่อผู้ขับขี่ลดอัตราเร่งน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถนั่งที่การยิ่งเร่งน้อยเกียร์ก็จะยิ่งเปลี่ยนไวขึ้น เช่นเดียวกันกับโปรแกรมเกียร์ที่ทำออกมาตอบสนองการขับขี่ที่เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป</strong></p>
<p>โปรแกรมเกียร์นั้นคือตำแหน่งที่บอกถึงลักษณะการใช้งานเกียร์ ที่มี P R N D 3 2 และ L ซึ่งอาจแตกต่างไปบ้างตามการเรียกของแต่ละยี่ห้อรถ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น โดยมากจะมีลักษณะการทำงานเดียวกัน แต่ด้วยการมองข้าม ทำให้หลายคนคิดว่าแค่ปรับเดินหน้าถอยหลังได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ</p>
<p><img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1862/p90045902_image-1900x1200.jpg" alt="" width="400" /></p>
<p><strong>โปรแกรมเกียร์ เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม</strong></p>
<p>ความจริงแล้วแค่ทำให้รถเดินหน้าถอยหลังนั้น ถือว่าเป็นเพียงข้อพื้นฐานมากของการเลือกใช้รถเกียร์ออโต้ เพราะโปรแกรมเกียร์ที่ใส่มาให้มากมายนั้นถือว่าเป็นของที่มีประโยชน์ที่ต้องใช้ให้ถูกตามสถานการณ์การขับขี่ด้วย</p>
<p>โดยมากโปรแกรมเกียร์ที่หลายคนมองข้ามไปนั้น คงไม่พ้น 2 และ L ซึ่ง บางคนซื้อรถมาแทบไม่ได้ใช้งานเลยก็เป็นไปได้ ทั้งที่ตำแหน่งเกียร์ทั้ง 2 นี้ล้วนมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังมองรถเกียร์อัตโนมัติในการใช้งานในเขตเมือง</p>
<p> <img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1862/Shifter.jpg" alt="" height="300" /></p>
<p>ตามปกติแล้วการใช้งานระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น ตำแหน่ง L จะแทนการใช้ตำแหน่งเกียร์ 1 เท่านั้น ซึ่ง จะมีผลดีในเวลาที่คุณผจญกับสภาวะการจราจรติดขัดและค่อยๆกระดื๊บๆ ไปข้างหน้า และในอีกกรณีที่สำคัญนั้นคือ การขึ้นทางชัน ซึ่งการที่เราเลือกเกียร์ L นั้นจะช่วยให้ง่ายยิ่งขึ้นในการไต่เนินสูง และยังช่วยในการหน่วง เวลาเราลงทางลาดชัน ในทางกลับกันด้วย</p>
<p>สำหรับตำแหน่ง 2 นั้น เป็นการแทนการสับเกียร์ ขึ้น เพียง 2 เกียร์ ซึ่งบางคนไม่แน่ใจว่าต้องใช้งานที่ไหนกันแน่ ตำแหน่งเกียร์ 2 นั้น จะมีประโยชน์อย่างมากเมื่อคุณขับรถในซอย เพราะการที่เราใช้เกียร์ 2 ตำแหน่ง ทำให้สามารถหยุดรถยามฉุกเฉินได้ไวกว่าการใช้ตำแหน่ง D ที่จะขึ้นเกียร์ทั้งหมด แต่การใช้ตำแหน่งนี้ ต้องใช้วิจารณญาณของคนขับกับเส้นทางร่วมด้วย</p>
<p><strong>Overdrive -Kick Down ความเหมือนที่แตกต่าง</strong></p>
<p>ข้อหนึ่งที่ทำให้หลายคนพลาดไปอย่างมหันต์ เกี่ยวกับการใช้งานเกียร์อัตโนมัตินั้น คงไม่พ้นเรื่องที่เถียงกันเกี่ยวกับการเร่งแซง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เรียกว่า Over drive ซึ่งจะมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับการลดเกียร์ 1 จังหวะ เมื่อพูดถึงระบบเกียร์ธรรมดา</p>
<p>การใช้งานระบบ Overdrive นั้นหลายคนเข้าใช้ผิดว่า Over drive off คือการทำให้รถวิ่งประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น แต่ความจริงแล้ว การปิดระบบไว้จะเป็นการทำให้รถวิ่งโดยตัดตำแหน่งเกียร์สูงสุดออกไป ซึ่งทำให้รถมีการกินน้ำมันผิดปกติ แต่การเร่งแซงด้วยปุ่ม overdrive นั้นมีข้อดีที่ไม่ต้องกดคันเร่งมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้กินน้ำมันมากเกินความจำเป็น แต่ต้องไม่ลืมที่จะกดสวิทช์ออนกลับหลังใช้งานด้วย</p>
<p> <img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1862/1.jpg" alt="" width="400" /></p>
<p>อีกวิธีที่เราหลายคนใช้ในการเร่งแซงนั้น คงไม่มีใครไม่รู้จักวิธีที่เรียกว่า Kick down &#8230;. ที่เรามักนิยมการใช้การเร่งแวงแบบนี้มากกว่าวิธีอื่น &#8230;</p>
<p>การ Kick Down นั้นจะทำงานเมื่อรถตรวจพบว่า ผู้ขับขี่มีการใช้คันเร่งมากกว่าปกติ โดยมากคือ เมื่อใช้คันเร่งเกิน 70- 80 % ระบบเกียร์ก็เข้ามารับช่วงในการเพิ่มอัตราทดของรถ เพื่อช่วยอัตราเร่งให้ดียิ่งขึ้น และแน่นอนการที่เรากดคันเร่งมาก ย่อมหมายถึงการกินน้ำมันมากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้</p>
<p> <img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1862/automatic-transmission.gif" alt="" height="300" /></p>
<p>เมื่อเรามองเปรียบเทียบแล้ว การใช้ระบบ Overdrive จะให้ประสิทธิผลในการแซงที่ดีกว่าและกินน้ำมันน่าจะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการ kick Down ที่จะต้องกดคันเร่งลงไปในระดับหนึ่งก่อนที่ระบบเกียร์จะตอบสนองต่อการขับขี่ของเรา ในกรณีที่รถคุณไม่มีปุ่ม Overdrive แต่มีตำแหน่งเกียร์ 3 นั้น&#8230;นั่นคือตำแหน่งที่ช่วยในการเร่งแซงโดยที่คุณไม่ต้องคิกดาวน์ มีผลเทียบเที่ยวกับ Overdrive</p>
<p><strong> Walking Speed&#8230;ไหลได้ไหล</strong></p>
<p>ข้อดีอย่างหนึ่งของระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น คงไม่พ้นเมื่อเราแตะเบรคแล้วปล่อย รถจะสามารถเคลื่อนตัวได้เองโดยที่เราไม่ต้องกดคันเร่งช่วยเลย</p>
<p>หลายคนมักจะคิดว่าเมื่อเราปล่อยเบรคต้องเดินคันเร่งเพื่อทำให้รถไปข้างหน้า แต่ถ้าหากคุณตกอยู่ในสภาวะการจราจรหยุดนิ่งสลับเคลื่อนตัวช้า การปล่อยเบรคให้รถไหลไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วแตะเมื่อต้องการหยุด โดยไม่ต้องเดินคันเร่งนั้น จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น&#8230;และทำให้ระบบเครื่องยนต์เรียนรู้การขับขี่ของคุณด้วย</p>
<p> <strong>จอดหยุดนิ่งนาน..ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์</strong></p>
<p>นี่เป็นหนึ่งคำถามที่เถียงกันไม่รู้จบ โดยเฉพาะหลายคนที่ขับรถในเมืองที่สงสัยว่า เมื่อรถติดหยุดนิ่งจะต้องปลดตำแหน่งเกียร์สลับเป็น N &gt;&gt;D หรือไม่</p>
<p> <img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1862/automatic-transmission.jpg" alt="" width="400" /></p>
<p>มีคนจำนวนมากคิดว่า นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยามรถติด เพราะอีกเดี๋ยวรถก็ขยับ และคิดว่าไม่มีผลเสียจะเกิดขึ้น แต่ความจริงแล้ว การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ D &gt;&gt;&gt;N ช่วยในการประหยัดน้ำมันด้วยส่วนหนึ่ง เพราะรอบเครื่องจะมีการเดินรอบลดลงเล็กน้อยด้วย ในขณะที่ตัว Torque convertor ในชุดเกียร์ถูกถอนไม่ส่งกำลัง ซึ่งการที่เราใส่ตำแหน่ง N ทุกครั้งที่รถติด หรือหยุดนิ่งเกิน 1 นาที นั้นนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดแล้ว ยังช่วยในเรื่องค่าบำรุงรักษาระบบเกียร์ที่ยืดอายุการใช้งานของเบรคในระบบเกียร์ และคลัทช์ในตัว torque convertor ด้วย</p>
<p><strong>ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของระบบเกียร์อัตโนมัติที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อน และการใช้งานระบบเกียร์อัตโนมัติอย่างเข้าใจจริงนั้น นอกจากจะทำให้การขับขี่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แล้ว ยังช่วยในความประหยัดน้ำมันได้เทียบเท่าระบบเกียร์ธรรมดาเลยด้วย</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=1043</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเลือกซื้อรถใหม่ รับรถ และดูแลรถ</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=933</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=933#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2011 05:11:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[การซื้อรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกซื้อรถใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลรถ]]></category>
		<category><![CDATA[รับรถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=933</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการเลือกซื้อรถ
จะซื้อรถใหม่สักคัน ต้องคิดให้รอบคอบรถยนต์ไม่ใช่คันละบาทสองบาท ตัดสินใจผิดพลาดไปแล้วต้องมาปวดหัวกันทีหลังนั้น  ไม่ดี เรามีแนวทางการพิจารณาเลือกซื้อรถใหม่แบบกว้างๆ ให้ท่านพอสังเขป ดังนี้*รายการตรวจสภาพรับรถใหม่*
 
1. งบประมาณที่มีอยู่ : จะซื้อรถหรือซื้ออะไรก็ตาม ก็ควรจะเหมาะสมกับกำลังที่มี มิใช่ซื้อมาแล้วต้องมามีชีวิตยากลำบาก หรือ  ซื้อมาได้ไม่นานก็ถูกยึดไป ในส่วนของงบประมาณมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้
    &#8211; เงินสดที่ต้องใช้ : เงินสดสำหรับรถทั้งคันหรือ เงินดาว์น รวมทั้งค่าประกันภัย, ค่าทะเบียนและ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ
    &#8211; เงินที่จะต้องผ่อนแต่ละเดือน : สำหรับท่านที่ซื้อรถเงินผ่อนซึ่งนอกจากเงินผ่อนแล้ว อย่าลืมค่าน้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าบำรุงรักษาต่างๆ, ค่าประกันภัย และค่าทะเบียนปีต่อๆไปด้วย ( ใน Web site : www.phithan-toyota.com มีสูตรคำนวน เงินผ่อนแต่ละเดือนให้ด้วย ใช้สะดวกมาก)
2. วัตถุประสงค์ใช้งาน : จะต้องถามตัวเองก่อนว่า เราซื้อรถมาใช้ประโยชน์อะไร มีการใช้งานปกติอย่างไร มีข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไรบ้าง ฯลฯ เมื่อทราบแล้วจึงดูว่า ในตลาดรถยี่ห้อใดรุ่นใดบ้าง ที่เหมาะกับการใช้งานของท่าน โดยทั่วๆ ไปจะมี คำถามที่เกี่ยวกับการใช้งานดังนี้
    2.1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #ff0000;">วิธีการเลือกซื้อรถ</span></h3>
<p><span style="font-size: small;">จะซื้อรถใหม่สักคัน ต้องคิดให้รอบคอบรถยนต์ไม่ใช่คันละบาทสองบาท ตัดสินใจผิดพลาดไปแล้วต้องมาปวดหัวกันทีหลังนั้น  ไม่ดี เรามีแนวทางการพิจารณาเลือกซื้อรถใหม่แบบกว้างๆ ให้ท่านพอสังเขป ดังนี้</span><span style="color: #000000;">*รายการตรวจสภาพรับรถใหม่*</span></p>
<p> <br />
<span style="color: #ff0000;">1. งบประมาณที่มีอยู่</span> : จะซื้อรถหรือซื้ออะไรก็ตาม ก็ควรจะเหมาะสมกับกำลังที่มี มิใช่ซื้อมาแล้วต้องมามีชีวิตยากลำบาก หรือ  ซื้อมาได้ไม่นานก็ถูกยึดไป ในส่วนของงบประมาณมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้<br />
    &#8211; เงินสดที่ต้องใช้ : เงินสดสำหรับรถทั้งคันหรือ เงินดาว์น รวมทั้งค่าประกันภัย, ค่าทะเบียนและ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ<br />
    &#8211; เงินที่จะต้องผ่อนแต่ละเดือน : สำหรับท่านที่ซื้อรถเงินผ่อนซึ่งนอกจากเงินผ่อนแล้ว อย่าลืมค่าน้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าบำรุงรักษาต่างๆ, ค่าประกันภัย และค่าทะเบียนปีต่อๆไปด้วย ( ใน Web site : www.phithan-toyota.com มีสูตรคำนวน เงินผ่อนแต่ละเดือนให้ด้วย ใช้สะดวกมาก)</p>
<p><span style="color: #ff0000;">2. วัตถุประสงค์ใช้งาน</span> : จะต้องถามตัวเองก่อนว่า เราซื้อรถมาใช้ประโยชน์อะไร มีการใช้งานปกติอย่างไร มีข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไรบ้าง ฯลฯ เมื่อทราบแล้วจึงดูว่า ในตลาดรถยี่ห้อใดรุ่นใดบ้าง ที่เหมาะกับการใช้งานของท่าน โดยทั่วๆ ไปจะมี คำถามที่เกี่ยวกับการใช้งานดังนี้<span id="more-933"></span></p>
<p>    2.1 ใช้รถในกรุงเทพฯ หรือ ออกต่างจังหวัดเป็นส่วนมาก หรือ ทั้งสองอย่าง<br />
          &#8211; รถสำหรับใช้ในกรุงเทพฯ มักเรียกกันว่า City Car เป็นรถที่มีขนาดกระทัดรัด มีความคล่องตัวสูง มีอัตราเร่งดีตอนออกตัว ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากเป็นพิเศษ<br />
          &#8211; รถใช้เดินทางต่างจังหวัด ควรเป็นรถขนาดกลางหรือใหญ่มีการทรงตัวดี เครื่องยนต์มีกำลังเร่งทั้งที่รอบต่ำและรอบสูง เป็นรถที่แข็งแรงทนทาน<br />
    2.2 จำนวนผู้โดยสารประจำ<br />
    2.3 ความจำเป็นต้องใช้บรรทุกของมากน้อย และบ่อยแค่ไหน<br />
    2.4 ความจำเป็นต้องใช้การขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยปกติแล้วรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จะราคาสูงกว่า, สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มากกว่า, มีค่าบำรุงรักษาสูงกว่า และ ซ่อมแพงกว่าซึ่งถ้าซื้อมาแล้วได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าก็ถือเป็นเรื่องดี และ ถ้าซื้อมาแล้ว ไม่ได้ใช้ขับเคลื่อน 4 ล้อเลย ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย<br />
    2.5 ใช้ลุยน้ำท่วมหรือไม่ ถ้าต้องลุยน้ำท่วมก็ควรเป็นรถที่ยกสูงซึ่งมีทั้งขับเคลื่อน 4 ล้อและ ขับเคลื่อน 2 ล้อ<br />
    2.6 อุปนิสัยการขับรถ ช้าหรือเร็ว ถ้าเป็นคนที่ขับรถช้า ขับไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ต้องพิจารณาอะไรให้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ ชอบขับเร็วแล้วสมรรถนะเครื่องยนต์, ระบบช่วงล่าง, เกียร์, ระบบเบรก, ขนาดล้อและยาง, อุปกรณ์ความปลอดภัย ฯลฯ คงต้องนำมาพิจารณากันซึ่งถ้าจะให้มีครบ ก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ครับ<br />
    2.7 ความสะดวกสบายและหรูหรา ข้อนี้คงพิจารณาได้ง่ายเพราะขึ้นกับเงินในกระเป๋าเป็นหลัก<br />
    2.8 ข้อจำกัดในการใช้งานอื่นๆ<br />
        &#8211; ขนาดของประตูบ้าน, ที่จอดรถ และซอยเข้าบ้าน<br />
        &#8211; ส่วนสูงของผู้ขับ<br />
        &#8211; ความปลอดภัยของที่ที่จอดรถเป็นประจำ<br />
        &#8211; ฯลฯ</p>
<p><span style="color: #ff0000;">3. การประหยัด<br />
</span>    3.1 อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง : รถที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มักเป็นรถขนาดเล็ก , เครื่องยนต์ขนาดเล็ก , เครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่, ตัวถังออกแบบให้ลู่ลมมากกว่า, เครื่องยนต์ดีเซล มักจะมีอัตราสิ้นเปลือง น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่าเครื่องเบนซิน ฯลฯ<br />
    3.2 ค่าบำรุงรักษา : หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ เมื่อใช้งานถึงระยะทาง หรือ ระยะเวลาที่ผู้ผลิตได้กำหนดไว้ อาทิเช่น น้ำมันหล่อลื่นชนิดต่างๆ, ไส้กรองชนิดต่างๆ, หัวเทียน, สายพานต่างๆ, ยาง ฯลฯ รวมทั้งค่าแรง<br />
    3.3 ค่าซ่อม : หมายถึง ค่าแรงและค่าอะไหล่ของชิ้นส่วนที่หมดอายุการใช้งานหรือชำรุดโดยทั่วไปมักมีการแยกอะไหล เป็นกลุ่มดังนี้<br />
        &#8211; อะไหล่ลิ้นเปลือง หรือ อะไหล่ที่ต้องมีการเปลี่ยนบ่อยๆ เช่น ผ้าเบรก, ยางปัดน้ำฝนอะไหล่ ที่เปลี่ยนเมื่อใช้งานครบระยะทาง หรือระยะเวลา ฯลฯ<br />
        &#8211; อะไหล่ทั่วไป ซึ่งจะเปลี่ยนเมื่อตรวจพบว่าชำรุด<br />
        &#8211; อะไหล่ตัวถัง<br />
    3.4 ความทนทาน : ยิ่งซื้อรถไปเพื่อใช้งานหนัก หรือใช้มากเท่าใด ความทนทานก็ยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น เพราะจะมี ผลอย่างมากต่อค่าใช้จ่าย และเวลาที่ต้องเสียไปกับการซ่อมบำรุงหากต้องการทราบว่ารถรุ่นไหนยี่ห้อไหน มีความทนทานมาก วิธีที่ง่ายก็คือ การสอบถาม จากผู้มีประสบการณ์หากเป็นรุ่นใหม่ในตลาดก็คงต้องดูที่ยี่ห้อว่าเป็นผู้ผลิตรถที่มี ความทนทานหรือไม่ นอกจากนี้สำหรับผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรมยานยนต์ ก็อาจพอบอกได้จากการออกแบบ<br />
    3.5 การดูแลและการบำรุงรักษาด้วยตนเองหรือคนสนิท : เลือกรถที่สามารถดูแล และบำรุงรักษา ตลอดจนซ่อมบำรุงได้ด้วยตนเอง หรือ โดยคนสนิทที่คิดค่าใช้จ่ายถูกๆ ก็จะช่วยให้ประหยัดได้ไม่น้อย<br />
    3.6 ราคาขายต่อมือสอง : จะมีความสำคัญขึ้นมาเมื่อท่านต้องการเปลี่ยนรถ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"> 4. การบริการหลังการขาย<br />
</span>    4.1 มีศูนย์บริการอยู่ทั่วไป, หาง่าย, มีการบริการที่ดีได้มาตรฐาน และ ซื่อสัตย์<br />
    4.2 ความพร้อมของอะไหล่ : อะไหล่หาง่ายไม่ต้องรอนาน มีครบทุกชิ้น ในขณะที่มีรถบางรุ่นอาจต้องรออะไหล่เป็นเดือน<br />
    4.3 เงื่อนไขการรับประกัน ระยะเวลา และความสะดวกในการทำเคลม<br />
    4.4 การดูแลเอาใจใส่ของตัวแทนจำหน่าย และพนักงานขายหลังจากซื้อรถมาแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับการบริการหลังการขาย คงต้องมาจากประสบการณ์ของท่าน ของคนรู้จัก หรือ อ่านจากหนังสือต่างๆ หรือ ภาพพจน์ชื่อเสียงที่ผ่านมา</p>
<p><span style="color: #ff0000;">5. ความชอบและความพอใจของผู้ซื้อ</span> สำหรับข้อนี้ก็แล้วแต่ผู้ซื้อครับ</p>
<p>ที่มาของข้อมูล http://www.phithan-toyota.com/</p>
<h3><span style="color: #ff0000;">ขั้นตอนการตรวจรับรถใหม่</span></h3>
<p><span style="color: #ff0000;">1.ตัวถัง</span><br />
______ 1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง<br />
______ 1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี /ล็อคเด็กประตูหลัง<br />
______ 1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่<br />
______ 1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)</p>
<p><span style="color: #ff0000;">2. กระจก<br />
</span>______ 2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)<br />
______ 2.2 กระจกมีรอยร้าวกกะเทาะหรือไม่อาจจะนําไปสู่การแตกง่ายในอนาคต<br />
______ 2.3 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่<br />
______ 2.4 ยางปัดนํ้าฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่<br />
______ 2.5 ที่ปัดนํ้าฝนยังใช้งานได้ดี<br />
______ 2.6 ที่ฉีดนํ้าล้างกระจกยังใช้งานได้ดี<br />
______ 2.7 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ / พับยังไง ให้แสดงให้ดู</p>
<p><span style="color: #ff0000;">3. ยางและล้อ</span><br />
______ 3.1 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร / ปียางที่ผลิต / รอยวิ่งของยาง<br />
______ 3.2 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่ / Mag เก่า ใหม่<br />
______ 3.3 แม่แรง / ล้ออะไหล่ / ประแจ / เครื่องมือประจำรถครบหรือไม่</p>
<p><span style="color: #ff0000;">4. กลไกขับเคลื่อน</span><br />
______ 4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ<br />
______ 4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง<br />
______ 4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ<br />
______ 4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง<br />
______ 4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว<br />
______ 4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง<br />
______ 4.7 คลัทช์ไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป<br />
______ 4.8 ที่เปิดฝาเติมน้ำมันเปิดตรงไหน-สาธิตให้ดูด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;">5. ห้องเครื่อง</span><br />
______ 5.1 น้ำมันเบรค/ น้ำมันเครื่อง/ น้ำมันเกียร์/ น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ / สายพานต่างๆ น้ำหม้อน้ำ ระดับน้ำฉีดกระจก/ ถามให้รู้ว่าอยู่ตรงไหน<br />
______ 5.2 สายพานต่างๆ น้ำหม้อน้ำ ระดับน้ำฉีดกระจก/ ลอง Start เครื่องฟังเสียงดู เร่งเครื่อง<br />
______ 5.3 หมายเลขเครื่อง / หมายเลขตัวถัง / วันผลิต<br />
&#8212;&#8212;&#8212; 5.4 แผ่นกันความร้อนมีให้หรือไม่-ราคาเท่าไร</p>
<p><span style="color: #ff0000;">6. ระบบปรับอากาศ<br />
</span>______ 6.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;">7. ภายใน</span><br />
______ 7.1 หน้าปัดเป็นรอยขูดขีดหรือไม่ / หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็มนํ้ามัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ เข็มความร้อน<br />
______ 7.2 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด / เข็มขัดนิรภัย ลองปรับ+กระตุก<br />
______ 7.3 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี/ กระจกข้างปรับได้ ลองพับ /Central Lock<br />
______ 7.4 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน<br />
______ 7.5 อุปกรณ์ภายในรถ<br />
______ 7.5.1 วิทยุติดรถ<br />
______ 7.5.2 ทดสอบแอร์ ลองแรงลมทุกระดับ ที่วัดอุณภูมิภายใน-นอก /กดแตร<br />
______ 7.5.3 ที่ปัดน้ำฝน INT<br />
______ 7.5.4 ไฟเบรคดวงที่ 3<br />
______ 7.5.5 ไล่ฝ้าหลัง ข้าง ลองกดแล้วจับดูว่าร้อนไหม…..<br />
______ 7.5.6 หมุนพวงมาลัยจนสุด 2 ด้านมีเสียงดังหรือไม่<br />
______ 7.5.7 ไฟหน้า ปรับ ไกล-ใกล้ สูง-ต่ำ<br />
______ 7.5.8 วิทยุ CD ลองฟังแยกทุกจุดว่า OK<br />
______ 7.5.9 กระจกไฟฟ้า 4 บาน กระจกข้างปรับได้ ลอง<br />
______ 7.5.10 สัญญานเตือนไฟเปิด<br />
______ 7.5.11 สัญญานเตือนประตู/เปิด<br />
______ 7.5.12 สัญญานเตือนคาดเข็มขัด<br />
______ 7.5.13 สัญญานเตือนเบรกมือ<br />
______ 7.5.14 นาฬิกา<br />
______ 7.5.15 กุญแจ/รีโมต/Central Lock<br />
______ 7.5.16 ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์<br />
______ 7.5.17 ที่เปิดกระโปรง หน้า หลัง ฝาน้ำมันอยู่ตรงใหน<br />
______ 7.5.18 ช่องเก็บของต่างๆเปิด-ปิด ได้ดีหรือไม่</p>
<p><span style="color: #ff0000;">8. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง</span><br />
______ 8.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน<br />
______ 8.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง<br />
______ 8.3 ไฟเบรคใช้งานได้<br />
______ 8.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;">9. เอกสารต่างๆ</span><br />
______ 9.1 สมุดทะเบียน<br />
______ 9.2 ใบโอนรถ<br />
______ 9.3 เอกสารประกันภัย / พรบ.<br />
______ 9.4 ใบเสร็จรับเงินค่าdown<br />
______ 9.5 ใบเสร็จค่ามัดจำป้ายแดง 3000 บาท<br />
______ 9.6 ป้ายแดงมีตรา ขส.<br />
______ 9.7 คู่มือรถ<br />
______ 9.8 เอกสารการรับประกันอุปกรณ์รถ<br />
______ 9.9 เอกสารการรับประกันเช็คระยะฟรี<br />
______ 9.10 เอกสารการรับประกันอุปกรณ์ตกแต่ง</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody></tbody>
</table>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff0000;">วิธีดูแลรถให้ดูดีเสมอ</span></span></p>
<p>        <span style="font-size: small;">1. ปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์ที่ให้มาตอนซื้อรถ ถ้ามีตารางการซ่อมบำรุงก็ใช้เป็นแนวทางในการตรวจเช็ครถ แต่ควรตรวจเช็คในคู่มืออีกทีว่าถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่เมื่อไหร่<br />
      <br />
       2. อย่าลืมเปลี่ยนสายพานเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000 – 90,000 ไมล์ การเปลี่ยนสายพานราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ก็ถูกกว่าค่าเสียที่เกิดขึ้นหากสายพานขาด<br />
      <br />
       3. หยอดกระปุกไว้สำหรับการซ่อมบำรุงรถ เพราะในแต่ละปีคุณควรจะมีงบในการบำรุงรักษารถ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่อายุการใช้งาน ถ้ามีการสะสมงบเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถก็จะไม่กระทบ กับการเงินของคุณ<br />
      <br />
       4. หาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณใช้ รถทุกรุ่นมักจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บอกข้อมูล และปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลาใช้ คุณจะได้มีความพร้อมที่รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณ<br />
      <br />
       5. เวลาขับขี่คอยสังเกตว่ามีเสียง หรือกลิ่นที่ผิดไปจากปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีควรปรึกษาช่างเพื่อหาสาเหตุ คุณผู้ใช้รถเป็นประจำเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ<br />
      <br />
       6. เมื่อเกิดความเสียหายกับรถให้ซ่อมทันที แม้ว่าจะเป็นความเสียหายเล็กน้อย อาทิ เบาะที่นั่งขาด หรือสายไฟหลุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น หรือสร้างความรำคาญให้กับคุณเอง<br />
      <br />
       7. ใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ หากมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถซื้ออะไหล่แท้ควรปรึกษาช่างเพื่อหาทางเลือก การซื้ออะไหล่แท้มือสองก็เป็นอีกทางที่จะได้ของคุณภาพในราคาย่อมเยา<br />
      <br />
       8. ทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอ สีรถนอกจากจะช่วยให้รถดูดี ยังเป็นการปกป้องวัสดุข้างในด้วย ควรล้างรถเป็นประจำ ถ้าน้ำเริ่มไม่เกาะเป็นหยดๆ บนสีรถ ให้ลงแว็กเคลือบสี<br />
      <br />
       9. ควรขับรถอย่างนิ่มนวล แม้ว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงบ้างในบางครั้งจะช่วยให้เครื่องยนต์มีความ คล่องตัว แต่ไม่ควรเหยียบคันเร่งจนมิด หรือขับรถโดยใช้ความเร็วสูงตลอดเพราะไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=933</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีเลือกซื้อรถมือสอง</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=931</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=931#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2011 05:08:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[การซื้อรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รถมือสอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=931</guid>
		<description><![CDATA[
 
วิธีเลือกซื้อรถมือสอง 
ใน ยุคเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดีนัก แต่รถก็เป็นสิ่งที่จำเป็น หากจะซื้อรถมือหนึ่งซักคันอาจจะต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อที่จะเป็นเงินดาวน์ ถ้าดาวน์น้อยก็ผ่อนหนัก ถ้าดาวน์เยอะเงินเก็บก็ไม่เหลือ ซึ่งรถมือสองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีหากเรารู้หลักในการตรวจเช็คสภาพรถ เรามีหลักวิธีตรวจเช็ครถยนต์และการทดลองขับอย่างละเอียดครับ
 
เราไม่ได้สนับสนุนให้คนมีรถ แต่เราอยากให้ทุกคนตระหนักถึงความจำเป็นให้มากที่สุด แต่ถ้าวันนี้คุณอยากมีรถและ ที่วางจำหน่ายป้ายแดงแพงเกินไป รถมือสองก็ถือเป็นทางออกที่ดีไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว 
หลายคนกังวลกับการเลือกซื้อรถมือสอง โดยเฉพาะใครที่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของรถยนต์ นัก แต่ถ้าวันนี้ คุณกำลังอยากรู้ว่า รถมือสอง จะดูอย่างไรกัน เรามีวิธีง่ายที่คุณก็สามารถดูรถได้ ใกล้เคียงระดับเซียนแล้ว 
จำไว้ว่า ทุกอย่างต้องอาศัยประสบการณ์เคียงคู่กับหลักการ แน่นอน มันไม่สามารถการันตีได้ว่าเมื่อคุณทำตามสิ่งที่เราบอกแล้ว จะได้รถดี แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เรารู้ประวัติรถได้ในระดับหนึ่ง และมันก็ช่วยให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อ พวกย้อมแมวขาย 
1.อย่าเลือกรถเกิน 10 ปี จงจำไว้เลยว่า รถยิ่งอายุมาก ยิ่งแก่ ยิ่งมีคนใช้งานมาก ย่อมมีค่าซ่อมเพิ่ม ในบรรดาข้อแรกของคำแนะนำนี้ เรารู้ว่าอาจไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ แต่ถ้ามีโอกาส คุณควรเลือกรถที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี เพราะรถจะไม่ช้ำมากนัก เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ 
 
2.ตัวถัง เรื่องสำคัญที่ต้องเช็ค หลัง จากเราเลือกที่เราอยากได้แล้ว ทีนี้ได้เวลาตรวจสอบรถกัน แน่นอนมันไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ได้ยากจนเหลือบ่ากว่าแรงในการตรวจเช็ค บอดี้ที่จะเป็นสิ่งแรกซึ่งจะระบุว่ารถคันดังกล่าวเป็นเช่นไร 
วิธีตรวจสอบตัวถังนั้นให้เราดูว่าสีมีความสดใหม่เกินไปหรือไม่ มีรอยแตกลายงาหรือไม่ หรือ ปูด ซึ่งเป็นสิงที่บ่งบอกถึงสนิม และแน่นอนลองตรวจรอบรถ ด้วยสายตาแล้วเคาะเพื่อดูความหนาของสีโป๊ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><span style="color: black;"><img id="ctl00_cth_imgMyPhoto" src="http://www.rakcar.com/images/forum/255402/car_15194141.JPG" alt="" /></span></div>
<p> </p>
<p><span style="color: black;"><strong><span style="color: #ff0000;">วิธีเลือกซื้อรถมือสอง</span></strong> </p>
<p><strong>ใน ยุคเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดีนัก แต่รถก็เป็นสิ่งที่จำเป็น หากจะซื้อรถมือหนึ่งซักคันอาจจะต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อที่จะเป็นเงินดาวน์ ถ้าดาวน์น้อยก็ผ่อนหนัก ถ้าดาวน์เยอะเงินเก็บก็ไม่เหลือ ซึ่งรถมือสองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีหากเรารู้หลักในการตรวจเช็คสภาพรถ เรามีหลักวิธีตรวจเช็ครถยนต์และการทดลองขับอย่างละเอียดครับ<br />
</strong> </p>
<p>เราไม่ได้สนับสนุนให้คนมีรถ แต่เราอยากให้ทุกคนตระหนักถึงความจำเป็นให้มากที่สุด แต่ถ้าวันนี้คุณอยากมีรถและ ที่วางจำหน่ายป้ายแดงแพงเกินไป รถมือสองก็ถือเป็นทางออกที่ดีไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว </p>
<p>หลายคนกังวลกับการเลือกซื้อรถมือสอง โดยเฉพาะใครที่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของรถยนต์ นัก แต่ถ้าวันนี้ คุณกำลังอยากรู้ว่า รถมือสอง จะดูอย่างไรกัน เรามีวิธีง่ายที่คุณก็สามารถดูรถได้ ใกล้เคียงระดับเซียนแล้ว<span id="more-931"></span> </p>
<p>จำไว้ว่า ทุกอย่างต้องอาศัยประสบการณ์เคียงคู่กับหลักการ แน่นอน มันไม่สามารถการันตีได้ว่าเมื่อคุณทำตามสิ่งที่เราบอกแล้ว จะได้รถดี แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เรารู้ประวัติรถได้ในระดับหนึ่ง และมันก็ช่วยให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อ พวกย้อมแมวขาย </p>
<p>1.<strong>อย่าเลือกรถเกิน 10 ปี</strong> จงจำไว้เลยว่า รถยิ่งอายุมาก ยิ่งแก่ ยิ่งมีคนใช้งานมาก ย่อมมีค่าซ่อมเพิ่ม ในบรรดาข้อแรกของคำแนะนำนี้ เรารู้ว่าอาจไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ แต่ถ้ามีโอกาส คุณควรเลือกรถที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี เพราะรถจะไม่ช้ำมากนัก เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ </p>
<p><img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1906/used-car.jpg" alt="" width="400" /> </p>
<p>2.<strong>ตัวถัง เรื่องสำคัญที่ต้องเช็ค </strong>หลัง จากเราเลือกที่เราอยากได้แล้ว ทีนี้ได้เวลาตรวจสอบรถกัน แน่นอนมันไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ได้ยากจนเหลือบ่ากว่าแรงในการตรวจเช็ค บอดี้ที่จะเป็นสิ่งแรกซึ่งจะระบุว่ารถคันดังกล่าวเป็นเช่นไร </p>
<p>วิธีตรวจสอบตัวถังนั้นให้เราดูว่าสีมีความสดใหม่เกินไปหรือไม่ มีรอยแตกลายงาหรือไม่ หรือ ปูด ซึ่งเป็นสิงที่บ่งบอกถึงสนิม และแน่นอนลองตรวจรอบรถ ด้วยสายตาแล้วเคาะเพื่อดูความหนาของสีโป๊ว รวมถึงการเปลี่ยนอะไหล่บางอย่างที่เราสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน </p>
<p>ในกรณีนี้พยายามดูใต้ท้องรถ ตามซุ้มล้อ ด้วย ซึ่งเป็นจุดที่อ่อนไหวมากที่สุด และมันพอบอกได้ในระดับหนึ่งว่ารถคันนี้เคยเกิดอุบัติเหตมาหรือไม่ ?? </p>
<p><img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1906/Buy-Used-Cars.jpg" alt="" width="400" /> </p>
<p>3.<strong>เครื่องยนต์..ไม่ต้องกิ๊บแต่ตามสภาพ</strong> หลายคนที่ดูรถใหม่ชอบคิดว่ารถที่ดีจำต้องมีเครื่องที่สะอาดกิ๊บ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะ เครื่องที่สะอาดไป อาจหมายถึงการที่เต๊นท์หรือร้าน เก็บงานมาแล้ว และมันยากที่จะตรวจสอบสภาพเครื่อง แน่นอน เครื่องยนต์ดูแต่ตาไม่ได้ ต้องลองเดินเครื่อง แต่ก่อนอื่นต้องลองเช็คว่าน้ำมันเครื่องมีกลิ่นไหม้จากไม้วัดรึเปล่า รวมถึงรอยซึมของปะเก็นตามชิ้นส่วนต่างๆ และที่สำคัญ พวกชุดสายไฟ ดูด้วยว่ามีลักษณะการเสื่อมสภาพมากน้อยเพียงใด ถ้ามองแล้วสายไฟใหม่เกินไป อาจเป็นได้ที่รถคันนั้นจะมีปัญหา </p>
<p><img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1906/auto-maintenance-tips_oil.jpg" alt="" width="400" /> </p>
<p>4<strong>.ทดลองขับ ..สำคัญและต้องทำ</strong> ทุกวันนี้เต๊นท์รถหลายเจ้า เริ่มมีการให้ทดลองขับรถของร้านได้แล้ว และมันคงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเราผู้บริโภค ที่จะได้มีโอกาส ในการเลือกมากขึ้น แน่นอนการขับบอกได้ทุกอย่างเกี่ยวกับรถ 1 คัน ทั้งความเหมาะสมกับตัวเราไปจนถึงสมรรถนะและสภาพของรถ ซึ่งเราต้องทดสอบทุกอย่างและใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด </p>
<p><img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1906/used-car.jpg" alt="" width="400" /> </p>
<p>5.<strong>ไมล์ดูได้ ..แต่ต้องมององค์ประกอบ</strong> หลายคนที่ไปดูรถมักติดที่ว่ารถคันนี้วิ่งมาเท่าไร และแน่นอนคิดว่า ไมล์ที่หน้าปัดจะสามารถช่วยได้ แน่นอน รถที่วิ่งมามากย่อมหมายถึงเสื่อมสภาพมาก แต่ในความป็นจริงระยะที่วิ่งมาอาจไม่ได้บอกทุกอย่าง เท่าสภาพโดยรอบ เช่นการใช้งานของโดยสาร โดยเฉพาะพวงมาลัย จะบอกได้ดีว่ารถคันนั้น ผ่านศึกมามากน้อยเพียง เช่นเดียวกับยาง ถ้ามันดูใหม่เกินไมล์นั่นอาจหมายความว่า รถคันนั้นเจอคนขับทีนหนักเข้าให้ แล้วคุณจะเสี่ยงซื้อหรือ </p>
<p><strong>ทั้ง </strong><strong>5 </strong><strong>ข้อ นี้ เป็นหลักการเบื้องต้น ที่ช่างดูรถทุกคนก็ใช้ แต่แน่นอน หลักการสามารถดูได้แต่ประสบการณ์มันเป็นเรื่องที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณควรจะพิจารณาว่า รถคันนั้นเหมาะที่จะเป็นเจ้าของหรือไม่ ทั้งหมด อยู่ที่ตัวคุณเท่านั้น </strong> </p>
<p></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=931</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้ทันเซลล์&#8230;ก่อนโดนหลอก</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=929</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=929#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2011 05:07:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[การซื้อรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การซื้อรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เซลล์ขายรถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=929</guid>
		<description><![CDATA[เทคนิคการขายของเซลล์รถยนต์
คงมีหลาย ๆ คนเมื่อซื้อรถมักถูกเซลล์หลอกล่อด้วยของแถม หรือโปรโมชั่นต่าง ๆ มากมาย แต่เมื่อซื้อรถแล้วก็ไม่ได้ของดี มีคุณภาพเหมือนที่เคยคุยกันไว้ก่อนซื้อรถ ซึ่งเซลล์แมนถือว่าเป็นด่านแรกที่สร้างเงินให้กับบริษัทและเป็นคนสานฝันของพวกเราให้กลายเป็นจริง ที่วันนี้คนจำนวนมากต่างยึดอาชีพนี้ในการทำมาหากิน แต่ในคนหมู่มากก็มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันไป ซึ่งก็ไม่ต่างจากการจับสลากว่าเราจะได้ใครมาดูแลให้การของเราสามารถสำเร็จ ลุล่วงได้ 
ในหลายเดือนที่ผ่านมา เราเคยได้พูดถึงอาชีพเซลล์ไประดับหนึ่ง ในด้านแง่การปฏิบัติตัวยามเข้าไปเลือกซื้อหารถ ซึ่งการแนะนำของเรานั้นไม่ใช่การจะดูหมิ่นคนในอาชีพนี้ แต่เป็นการบอกกล่าวให้รู้เท่าทัน ไม่ใช่เพราะว่าเซลล์ไม่จริงใจ เนื่องคนซื้อก็อยากได้รถ เซลล์ก็อยากได้ยอดและผลงาน แต่เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น เรื่องที่ง่ายๆก็กลับกลายเป็นเรื่องเข้าใจยาก ที่วันนี้เราจะไปดูกลยุทธ์การขายแบบล้วงลึกที่คุณควรจะรู้เท่าทัน
1.แจก-และแถม เรื่องปกติของการขาย ใครบ้างที่ไม่อยากได้ของดีราคาถูกคุ้มทุน แน่นอนเราหลายคนเดินเข้าโชว์รูมหลายแห่ง จนขาขวิดเพื่อหาข้อเสนอที่ดีสุด แต่จำไว้ครับว่ารถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ต่างมีค่าการตลาด หรือที่ศัพท์วงในเรียกว่า Market Margin ที่เท่ากัน เพียงแต่ข้อเสนออาจแตกต่างกัน แต่อย่างเพิ่งไปท้วงติงอะไร ถ้าคุณยังคิดว่ามันไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุด แต่ลองหานำมาเทียบกัน เพื่อดูว่าแบบไหนที่เหมาะสมกับเราที่สุด
2.พูดให้น้อยแล้วฟังให้มาก การเข้ามาซื้อรถในโชว์รูมนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการซื้อขายทั่วไปที่เซลล์ ต้องพยายามดันให้คุณรับข้อเสนอ และนั่นหมายถึง &#8220;การวางจอง&#8221; ซึ่งเซลล์จะพยายามหาจุดอ่อนของคุณ เพราะนั่นคือหน้าที่ของพวกเขา ว่า คุณต้องการอะไร ในความหมายการพูดน้อยของเราไม่ใช่ไปนั่งนิ่งๆแบบแพลงค์กิ้ง แต่มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ โดยมองชั้นเชิงทางการพูด อย่าพยายามเผยไต๋ว่าคุณอยากมีรถใจจะขาด เพราะเมื่อนั่น เซลล์จะคุมเกมทันที
3.โปรโมชั่นชวนเชื่อ..ระวังไว้ให้ดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เทคนิคการขายของเซลล์รถยนต์</p>
<p><strong>คงมีหลาย ๆ คนเมื่อซื้อรถมักถูกเซลล์หลอกล่อด้วยของแถม หรือโปรโมชั่นต่าง ๆ มากมาย แต่เมื่อซื้อรถแล้วก็ไม่ได้ของดี มีคุณภาพเหมือนที่เคยคุยกันไว้ก่อนซื้อรถ ซึ่งเซลล์แมนถือว่าเป็นด่านแรกที่สร้างเงินให้กับบริษัทและเป็นคนสานฝันของพวกเราให้กลายเป็นจริง ที่วันนี้คนจำนวนมากต่างยึดอาชีพนี้ในการทำมาหากิน แต่ในคนหมู่มากก็มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันไป ซึ่งก็ไม่ต่างจากการจับสลากว่าเราจะได้ใครมาดูแลให้การของเราสามารถสำเร็จ ลุล่วงได้ </strong></p>
<p>ในหลายเดือนที่ผ่านมา เราเคยได้พูดถึงอาชีพเซลล์ไประดับหนึ่ง ในด้านแง่การปฏิบัติตัวยามเข้าไปเลือกซื้อหารถ ซึ่งการแนะนำของเรานั้นไม่ใช่การจะดูหมิ่นคนในอาชีพนี้ แต่เป็นการบอกกล่าวให้รู้เท่าทัน ไม่ใช่เพราะว่าเซลล์ไม่จริงใจ เนื่องคนซื้อก็อยากได้รถ เซลล์ก็อยากได้ยอดและผลงาน แต่เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น เรื่องที่ง่ายๆก็กลับกลายเป็นเรื่องเข้าใจยาก ที่วันนี้เราจะไปดูกลยุทธ์การขายแบบล้วงลึกที่คุณควรจะรู้เท่าทัน</p>
<p>1.<strong>แจก</strong><strong>-</strong><strong>และแถม เรื่องปกติของการขาย</strong> <span id="more-929"></span>ใครบ้างที่ไม่อยากได้ของดีราคาถูกคุ้มทุน แน่นอนเราหลายคนเดินเข้าโชว์รูมหลายแห่ง จนขาขวิดเพื่อหาข้อเสนอที่ดีสุด แต่จำไว้ครับว่ารถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ต่างมีค่าการตลาด หรือที่ศัพท์วงในเรียกว่า Market Margin ที่เท่ากัน เพียงแต่ข้อเสนออาจแตกต่างกัน แต่อย่างเพิ่งไปท้วงติงอะไร ถ้าคุณยังคิดว่ามันไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุด แต่ลองหานำมาเทียบกัน เพื่อดูว่าแบบไหนที่เหมาะสมกับเราที่สุด</p>
<p>2.<strong>พูดให้น้อยแล้วฟังให้มาก</strong> การเข้ามาซื้อรถในโชว์รูมนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการซื้อขายทั่วไปที่เซลล์ ต้องพยายามดันให้คุณรับข้อเสนอ และนั่นหมายถึง &#8220;การวางจอง&#8221; ซึ่งเซลล์จะพยายามหาจุดอ่อนของคุณ เพราะนั่นคือหน้าที่ของพวกเขา ว่า คุณต้องการอะไร ในความหมายการพูดน้อยของเราไม่ใช่ไปนั่งนิ่งๆแบบแพลงค์กิ้ง แต่มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ โดยมองชั้นเชิงทางการพูด อย่าพยายามเผยไต๋ว่าคุณอยากมีรถใจจะขาด เพราะเมื่อนั่น เซลล์จะคุมเกมทันที</p>
<p>3.<strong>โปรโมชั่นชวนเชื่อ</strong><strong>..</strong><strong>ระวังไว้ให้ดี</strong> ความจริงเราพูดคำว่า &#8220;ชวนเชื่อ&#8221; อาจจะฟังแล้วแรงไปสักนิด แต่ปัจจุบันการซื้อรถของพวกเรานั้น บางครั้งไม่ได้มาจากความต้องการที่แท้จริง แต่มาจากข่าวสารที่ประชาสัมพันธ์ผลักดันให้คุณเข้าโชว์รูม จำพวกข้อเสนอพิเศษต่างๆ ซึ่งบางครั้งเราไม่สามารถพูดอะไรได้มาก หากแต่อยู่ที่ผู้บริโภคจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด หรือว่านี่เป็นแค่กลยุทธหลอกไปเที่ยวโชว์รูมกันแน่!!</p>
<p>4.<strong>เสน่ห์เซลล์ </strong><strong>&#8230;</strong><strong>ห้ามหลงโดยเด็ดขาด</strong> เราเชื่อว่าข้อนี้น่าจะพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เราก็เอามาย้ำกันอีกรอบว่าเซลล์ขายรถไม่ใช่ของแถมที่มาพร้อมกับรถยนต์ เมื่อคุณขับรถออกจากโชว์รูม หากแต่พวกเขาเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น ฉะนั้นอย่าไปคิดฝันหวานกับเซลล์อะไรมาก แม้จะสวยหยาดเยิ้มน่ารักเท่าไร แต่ท้ายที่สุด<strong> &#8220;ทั้งหมดนั้นมันก็แค่ธุรกิจ&#8221;</strong></p>
<p>5.<strong>ลูกล่อให้ซื้อ</strong><strong>..</strong><strong>มุกนี้ควรระวัง</strong><strong>!</strong> ใครที่อ่านอาจจะงงว่า อะไรคือลูกล่อให้ซื้อ แต่กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์หาลำไพ่พิเศษของเซลล์ในการปล่อยสินค้าที่มีอยู่ อย่างจำนวนจำกัด โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่รถบางรุ่นไม่สามารถส่งมอบได้ สบโอกาสให้เซลล์พยายามเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น ซื้อของแต่งเพิ่มจะได้รถเร็ว ทั้งที่จริงๆแล้วค่ายรถยนต์ไม่มีนโยบายดังกล่าว ยกเว้นการลด/เพิ่มโปรโมชั่นต่างๆเท่านั้น ..ข้อนี้สำคัญมาก</p>
<p><strong>ทั้ง </strong><strong>5 </strong><strong>ข้อ นี้เป็นข้อควรระวังที่คุรควรใช้วิจารณญาณอย่างยิ่ง ที่นอกจากเลือกรถแล้วการเลือกศูนย์บริการและเซลล์ผุ้ให้คำปรึกษาก็นับว่า เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน จำไว้ครับว่า พวกเรามีสิทธิที่จะเลือกอย่าไปกังวลข้อผูกมัด เพียงเพราะเชื่อตามคำพูดของเซลล์ขายรถยนต์</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=929</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้ทัน รู้ลึก ประกันภัยรถยนต์ ทำอย่างเข้าใจใช้ได้อย่างคุ้มค่า</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=925</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=925#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2011 05:04:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประกันภัยรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=925</guid>
		<description><![CDATA[ประกันภัยรถยนต์
มีคนจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องประกันภัยรถยนต์ ที่มักจะมาพร้อมรถทันทีเมื่อมีการออกรถใหม่ ตามนโยบายลดแลกแจกแถม หรือไม่ก็มาจากนโบายของไฟแนนซที่ต้องการลดความเสี่ยง แม้คุณอาจจะไม่ค่อยมีทางเลือกมากมายนักในด้านประกันภัยรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์คันแรกในชีวิต แต่วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเลือกประกันภัยและทำมันอย่างเข้าใจที่ใช้ได้คุ้ม ค่ากัน
ประกันภัยรถยนต์ก็เหมือนของหลายๆ สิ่งที่เราต้องตั้งใจเลือกและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้และเหมาไปว่า ประกันภัยนั้นให้ผลไม่คุ้มค่า ทั้งๆที่จริงๆ การทำประกันภัยไว้นั้น เรียกว่าเป็นทางออกที่ชาญฉลาดที่สุด ที่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบายามเกิดอุบัติเหตุ
ปัจจุบันด้วยช่องทางในการขายที่มีมากขึ้น ทำให้คนในบ้านเราเริ่มคุ้นเคยกับการทำประกันภัยมากขึ้น แต่แบบไหนที่จะคุ้มค่าเหมาะกับความเป็นคุณ วันนี้เรามีทางออกดีๆ มานำเสนอกัน
1.ดูสภาวะการใช้งาน แน่นอนสิ่งที่เหมาะกับเราที่สุด คือ สิ่งที่เราเป็นและนี่คือสิ่งที่เราต้องคิดเพื่อให้มันสอดคล้องกับเรามากที่ สุด เราควรจะคิดถึงว่า เราขับรถอย่างไร ขับไปไหน ไกลมากเท่าไร และยังรวมถึง สภาวะต่างๆที่เป็นความเสี่ยงและอาจเกิดขึ้นว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด แล้วเลือกประเภทประกันภัยให้เหมาะสมกับการใช้งานและเงินในกระเป๋า
2. เลือกบริษัทที่ไว้ใจได้ มี คนมากมายไม่เข้าใจในข้อนี้ แต่ปัจจุบัน ด้วยตลาดกลุ่มประกันภัยมีการขยายตัว ทำให้บริษัททางการเงินจำนวนมากนั้นต่างสนใจ และเข้ามาร่วมธุรกิจนี้มากขึ้น ข้อดีของบริษัทในกลุ่มนี้คือเขามีทุนหนาแต่ในทางกลับกันมันก็มักจะเป็นอะไร ที่ยากที่คนเหล่านี้จะเข้าใจในชีวิตคนขับรถ
ถ้าหากเป็นไปได้เราอยากให้คุณเลือกการทำ ประกันกับบริษัทประกันภัยจริงๆ ซึ่งก็มีอยู่มาก และแม้ราคาจะแพงกว่าก็ตาม แต่มันก็ยังช่วยให้คุณอุ่นใจได้มากกว่ามาเจอเรื่องปวดหัวในภายหลัง

คราวนี้เมื่อดูถึง 2 ปัจจัยเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อย คราวนี้เรามาดูสิว่า มีวิธีการอย่างไรบ้าง ที่จะทำให้เบี้ยประกันนั้นถูกลง จนเป็นที่น่าพอใจกับความคุ้มครองในด้านต่างๆ
1. ระบุชื่อคนขับ ถ้าคุณเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้ทำประเอง ขับรถคันนี้คนเดียว ทางออกนี้เป็นหนทางแรกที่เราอยากจะแนะนำว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>ประกันภัยรถยนต์</div>
<p>มีคนจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องประกันภัยรถยนต์ ที่มักจะมาพร้อมรถทันทีเมื่อมีการออกรถใหม่ ตามนโยบายลดแลกแจกแถม หรือไม่ก็มาจากนโบายของไฟแนนซที่ต้องการลดความเสี่ยง แม้คุณอาจจะไม่ค่อยมีทางเลือกมากมายนักในด้านประกันภัยรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์คันแรกในชีวิต แต่วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเลือกประกันภัยและทำมันอย่างเข้าใจที่ใช้ได้คุ้ม ค่ากัน</p>
<p>ประกันภัยรถยนต์ก็เหมือนของหลายๆ สิ่งที่เราต้องตั้งใจเลือกและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้และเหมาไปว่า ประกันภัยนั้นให้ผลไม่คุ้มค่า ทั้งๆที่จริงๆ การทำประกันภัยไว้นั้น เรียกว่าเป็นทางออกที่ชาญฉลาดที่สุด ที่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบายามเกิดอุบัติเหตุ</p>
<p>ปัจจุบันด้วยช่องทางในการขายที่มีมากขึ้น ทำให้คนในบ้านเราเริ่มคุ้นเคยกับการทำประกันภัยมากขึ้น แต่แบบไหนที่จะคุ้มค่าเหมาะกับความเป็นคุณ วันนี้เรามีทางออกดีๆ มานำเสนอกัน</p>
<p>1.ดูสภาวะการใช้งาน <span id="more-925"></span>แน่นอนสิ่งที่เหมาะกับเราที่สุด คือ สิ่งที่เราเป็นและนี่คือสิ่งที่เราต้องคิดเพื่อให้มันสอดคล้องกับเรามากที่ สุด เราควรจะคิดถึงว่า เราขับรถอย่างไร ขับไปไหน ไกลมากเท่าไร และยังรวมถึง สภาวะต่างๆที่เป็นความเสี่ยงและอาจเกิดขึ้นว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด แล้วเลือกประเภทประกันภัยให้เหมาะสมกับการใช้งานและเงินในกระเป๋า</p>
<p>2. เลือกบริษัทที่ไว้ใจได้ มี คนมากมายไม่เข้าใจในข้อนี้ แต่ปัจจุบัน ด้วยตลาดกลุ่มประกันภัยมีการขยายตัว ทำให้บริษัททางการเงินจำนวนมากนั้นต่างสนใจ และเข้ามาร่วมธุรกิจนี้มากขึ้น ข้อดีของบริษัทในกลุ่มนี้คือเขามีทุนหนาแต่ในทางกลับกันมันก็มักจะเป็นอะไร ที่ยากที่คนเหล่านี้จะเข้าใจในชีวิตคนขับรถ</p>
<p>ถ้าหากเป็นไปได้เราอยากให้คุณเลือกการทำ ประกันกับบริษัทประกันภัยจริงๆ ซึ่งก็มีอยู่มาก และแม้ราคาจะแพงกว่าก็ตาม แต่มันก็ยังช่วยให้คุณอุ่นใจได้มากกว่ามาเจอเรื่องปวดหัวในภายหลัง</p>
<p><img title="ประกันภัยรถยนต์" src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1381/800px-2008-07-23_Wrecked_car_in_Durham_2.jpg" alt="ประกันภัยรถยนต์" width="400" /></p>
<p>คราวนี้เมื่อดูถึง 2 ปัจจัยเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อย คราวนี้เรามาดูสิว่า มีวิธีการอย่างไรบ้าง ที่จะทำให้เบี้ยประกันนั้นถูกลง จนเป็นที่น่าพอใจกับความคุ้มครองในด้านต่างๆ</p>
<p>1. ระบุชื่อคนขับ ถ้าคุณเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้ทำประเอง ขับรถคันนี้คนเดียว ทางออกนี้เป็นหนทางแรกที่เราอยากจะแนะนำว่า ให้ควรทำเสียเป็นข้อแรกๆ การระบุชื่อคนขับนั้นจะให้มีส่วนลดค่าเบี้ยประกันตั้งแต่ 5% ไปจนถึงสูงสุดที่ 20 % ทำให้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้</p>
<p>ปกติแล้วในการทำประกันภัยรถนั้นคุณสามารถ ระบุชื่อผู้ขับได้ 2 คน ซึ่งก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้งานจริงๆในชีวิตประจำวันและพิสัยการขับขี่</p>
<p>2.ขับน้อยจ่ายน้อย จะไปจ่ายแพงทำไม ถ้าคุณใช้รถน้อยและเดินทางไม่ไกลมากมายนัก โดยปกติแล้วหากเราระบุต่อประกันภัยได้ว่า ในวันหนึ่งเราเดินทางไปไหนระยะทางกี่กิโลเมตร เราก็ช่วยลดการประเมินความเสี่ยงของเราจากบริษัทประกันภัยได้ทำให้ลดราคาค่า เบี้ยลงไป หรืออาจเลือกแพ็คเกจสำหรับรถใช้งานน้อยก็ได้ ซึ่งจะมีค่าเบี้ยต่ำกว่าแบบปกติ</p>
<p><img title="ประกันภัยรถยนต์" src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1381/20090722-cheap-car-insurance-3.jpg" alt="ประกันภัยรถยนต์" width="400" /></p>
<p>3.ค่าเสียหายส่วนแรกช่วยท่านได้ หลายๆคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักค่าเสียหายส่วนแรก หรือDeductible ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคุณประสบอุบัติเหตุแล้วถูกพิจารณาว่า เป็นฝ่ายผิดเท่านั้น คุณจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันให้บริษัทประกันในส่วนแรกก่อนการเคลม ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 2,000 บาท /ครั้ง</p>
<p>ทั้งนี้ค่าเสียหายส่วนแรกนี้สามารถช่วยคุณ ได้ และทำได้จริงๆหากคุณคิดว่าคุณใช้รถน้อย ขับเจ๋งจริง และยากที่จะเกิดอุบัติเหตุ คุณสามารถของให้ขึ้นค่า Deductible นี้ได้ ซึ่งจะทำให้ค่าเบี้ยคุณนั้นลดลงไปอีก แต่จะมีปัญหาตอนที่คุณเกิดอุบัติเหตุและถูกตัดสินจากเจ้าหน้าที่ว่าเป็นฝ่าย ผิด ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคุณเป็นคนตัดสินใจ</p>
<p>4. จูงมือเพื่อนซื้อประกัน ประกันภัยก็เหมือนสินค้าทั่วไป ยิ่งซื้อมากคุณก็ยิ่งคุ้ม การที่เราทำประกันภัยรถหลายๆคันพร้อมๆ กัน หรือ หากที่บ้านมีรถหลายคัน หากคุณตัดสินใจทำประกันพร้อมกันด้วยบริษัทเดียว มันก็จะช่วยให้คุณสามารถลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยได้</p>
<p>ทั้ง นี้ความจริงแล้วยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องประกันภัยได้ ซึ่งในต่างประเทศนั้นมีการเปิดโอกาสสำหรับครู และวิศวกร หรือจะเป็นผู้ผ่านเข้าอบรมขับปลอดภัย ก็สามารถนำมาใช้เป็นส่วนรถได้ ส่วนในไทยนั้น มีเพียง 4 วิธี เท่านั้น ที่พอช่วยท่านได้และเห็นผลชัดเจนอย่างแท้จริง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=925</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีดูคุณสมบัติของยางจากตัวเลขข้างยางรถยนต์</title>
		<link>http://www.bb-driver.com/?p=922</link>
		<comments>http://www.bb-driver.com/?p=922#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2011 05:01:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BB-driver.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ยางรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bb-driver.com/?p=922</guid>
		<description><![CDATA[ 
 


การ ดูซีรี่ย์ของยาง หรือสเป็คของยางรถยนต์เรามีวิธีดูง่าย ๆ ได้จากตัวเลขที่ติดอยู่บนข้างขอบยาง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะบอกคุณสมบัติของยางอย่างละเอียดอาทิเช่น ความกว้างของหน้ายาง ความสูงของแก้มยาง รัศมีของยาง รวมถึงสัปดาห์และปีที่ผลิตยางรถยนต์ด้วยครับ

 
  
 รหัสหรือตัวอักษร ที่อยู่บนยาง 



หมายเลข
ความหมาย


(1)
ความกว้างของหน้ายาง ( หน่วยเป็น มม. )


(2)
ค่าความสูงของยาง ซึ่งมีความสอดคล้องกับ ความกว้างของ ยาง ( หน่วย เป็น เปอร์เซ็นต์ )


(3)
R = Radial Construction โครงสร้างยางเป็นเรเดียล


(4)
ขนาดของล้อ ( หน่วยเป็น นิ้ว )


(5)
ดัชนีการรับน้ำหนัก  Load Index  ( หน่วยเป็น กิโลกรัม )


(6)
สัญลักษณ์ ความเร็ว  Speed Symbol ( หน่วยเป็น กิโลมิเตอร์  )


(7)
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอก ของยาง ( หน่วยเป็น นิ้ว )


(8)
จำนวนชั้นของโครงสร้างของยาง ( Ply )


(9)
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางด้านใน ของยาง ( เฉพาะยางที่เป็นหน่วย มิลลิมิเตอร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><span style="color: black;"> </span></div>
<div><span style="color: black;"> </span></div>
<p><span style="color: black;"></p>
<div><a href="http://www.rakcar.com/" target="_blank"><img src="http://www.rakcar.com/images/forum/255311/car_10180651.jpg" border="0" alt="" /></a></div>
<h4><span style="font-size: x-small;">การ ดูซีรี่ย์ของยาง หรือสเป็คของยางรถยนต์เรามีวิธีดูง่าย ๆ ได้จากตัวเลขที่ติดอยู่บนข้างขอบยาง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะบอกคุณสมบัติของยางอย่างละเอียดอาทิเช่น ความกว้างของหน้ายาง ความสูงของแก้มยาง รัศมีของยาง รวมถึงสัปดาห์และปีที่ผลิตยางรถยนต์ด้วยครับ<br />
</span></h4>
<p> </p>
<p> <span id="more-922"></span> </p>
<h4> <strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: small;">รหัสหรือตัวอักษร ที่อยู่บนยาง</span></span></strong><img src="http://www.automagwheel.com/images/column_1222987483/1222987743.gif" border="0" alt="ตัวอักษรบนยางรถยนต์" hspace="0" /> </h4>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="2" width="90%" align="center">
<tbody>
<tr bgcolor="#99ffcc">
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>หมายเลข</strong></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ความหมาย</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(1)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">ความกว้างของหน้ายาง ( หน่วยเป็น มม. )</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(2)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">ค่าความสูงของยาง ซึ่งมีความสอดคล้องกับ ความกว้างของ ยาง ( หน่วย เป็น เปอร์เซ็นต์ )</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(3)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">R = Radial Construction โครงสร้างยางเป็นเรเดียล</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(4)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">ขนาดของล้อ ( หน่วยเป็น นิ้ว )</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(5)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">ดัชนีการรับน้ำหนัก  Load Index  ( หน่วยเป็น กิโลกรัม )</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(6)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">สัญลักษณ์ ความเร็ว  Speed Symbol ( หน่วยเป็น กิโลมิเตอร์  )</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(7)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอก ของยาง ( หน่วยเป็น นิ้ว )</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(8)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">จำนวนชั้นของโครงสร้างของยาง ( Ply )</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">(9)</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางด้านใน ของยาง ( เฉพาะยางที่เป็นหน่วย มิลลิมิเตอร์ เท่านั้น )</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: black;"></p>
<h4>
<div><span style="color: black;"> </span></div>
<p><span style="color: black;"></p>
<h4><strong><span style="text-decoration: underline;">ตารางแสดง ดัชนี การรับน้ำหนัก ของ ยางรถยนต์ ( Load Index ) ตามตัวเลข ที่แสดงไว้</span></strong>       ดัชนี ที่แสดงไว้ตรงด้านข้างของยาง คือประสิทธิภาพสูงสุดในการรับน้ำหนัก ในขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด    </p>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="2" width="90%" align="center">
<tbody>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ตัวเลขดัชนี</strong></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>กิโลกรัม</strong></span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ตัวเลขดัชนี</strong></span>    </p>
<p></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>กิโลกรัม</strong></span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ตัวเลขดัชนี</strong></span>    </p>
<p></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>กิโลกรัม</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">65</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">290</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">85</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">515</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">105</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">925</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">66</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">300</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">86</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">530</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">106</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">950</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">67</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 307</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">87</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 545</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">107</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 975</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">68</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> <strong>315</strong></span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">88</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 560</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">108</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1000</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">69</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 325</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">89</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 580</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">109</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1030</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">70</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 335</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">90</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 600</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">110</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1060</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">71</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 345</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">91</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 615</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">111</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1090</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">72</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 355</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">92</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 630</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">112</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1120</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">73</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 365</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">93</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 650</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">113</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1150</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">74</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 375</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">94</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 670</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">114</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1180</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">75</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 387</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">95</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 690</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">115</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1215</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">76</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 400</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">96</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 710</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">116</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1250</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">77</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 412</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">97</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 730</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">117</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1285</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">78</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 425</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">98</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 750</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">118</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1320</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">79</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 237</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">99</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 775</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">119</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1360</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">80</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 450</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">100</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 800</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">120</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1400</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">81</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 462</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">101</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 825</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">121</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1450</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">82</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 475</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">102</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 850</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">122</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 1500</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">83</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 487</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">103</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 875</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> </span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> </span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">84</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 500</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">104</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> 900</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;"> </span></td>
<td> </td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: black;"></p>
<h4><span style="color: black;"></p>
<h4>
<div><span style="color: black;"> </span></div>
<p><span style="color: black;"></p>
<h4><strong><span style="text-decoration: underline;">ตารางแสดง สัญลักษณ์ ของ ความเร็ว Speed Symbol</span></strong>   </h4>
<p></span></p>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="2" width="80%">
<tbody>
<tr bgcolor="#00ccff">
<td><span style="font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>สัญลักษณ์ อักษร</strong></span></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ความเร็วสูงสุด ( กม./ชม.)</strong></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ความเร็วสูงสุด ( ไมล์./ชม.)</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">N</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">140</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">87</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">P</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">150</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">93</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">Q</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">160</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">99</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">R</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">170</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">106</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">S</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">180</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">112</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">T</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">190</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">118</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">H</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">210</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">130</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">V</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">240</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">149</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">W</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">270</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">168</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">Y</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">300</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">186</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="2" width="80%">
<tbody>
<tr bgcolor="#00ccff">
<td><span style="font-size: x-small;"><strong><span style="color: #000000;">สัญลักษณ์ กลุ่ม</span></strong></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ความเร็วสูงสุด ( กม./ชม.)</strong></span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: x-small;"><strong>ความเร็วสูงสุด ( ไมล์./ชม.)</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">ZR</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">240</span></td>
<td><span style="font-size: x-small;">149 และ มากกว่า</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: black;"></p>
<h4><span style="color: black;"></p>
<h4><span style="color: black;"></p>
<h4>
<div><span style="color: black;"> </span></div>
<p><span style="color: black;"></p>
<h4><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">การดู เดือนปี ที่ยางวงนี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อไร ?</span></span> <img src="http://www.automagwheel.com/images/column_1222987483/1222987805.jpg" border="0" alt="ตัวอักษรบนยางรถยนต์" hspace="0" />    </h4>
<p></span></h4>
<p></span></h4>
<p></span></h4>
<p></span></h4>
<p></span></h4>
<p></span></h4>
<p></span></h4>
<p></span></p>
<p></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bb-driver.com/?feed=rss2&amp;p=922</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

